“ทิม พิธา”ย้ำสิทธิ์เลี้ยงดูบุตรแต่เพียงผู้เดียว เปิดใจแถลงข่าวหย่าขาด “ต่าย ชุติมา”

0
269

กำลังเป็นที่พูดถึงในขณะนี้ สำหรับ เรื่องราวของครอบครัว ทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กับ ต่าย ชุติมาหรือ ต่าย ซีซันเชนจ์ จากที่ก่อนหน้านี้ทาง “ต่าย” โพสต์ข้อความตามหาลูกสาว “น้องพิพิม” ผ่านทางอินสตาแกรมจากที่นัดรับส่งกันกับสามีก่อนหน้านี้ แต่เมื่อถึงเวลาที่ตกลงสามีและลูกกลับไม่ได้มาเจอกันตามนัด ซึ่งภายหลังฝ่ายชายก็ได้ออกมาโพสต์ข้อความตอบกลับผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวว่า ลูกสาวปลอดภัยดีและอยากขอให้เรื่องครอบครัวเป็นเรื่องภายใน รวมถึงปฏิบัติตามคำสั่งศาลน่าจะดีที่สุดทำให้หลายฝ่ายต่างสงสัยว่าชีวิตของทั้งคู่ตอนนี้เป็นแบบไหน

ล่าสุด 29 มี.ค. ทาง “ทิม” ได้เปิดโต๊ะแถลงถึงเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นว่า “ไม่เคยนึกเลยว่าวันนี้จะได้มานั่งพูดต่อหน้าสื่อด้วยรอยยิ้มที่ฝืนและใจที่หนักอึ้ง ครั้งสุดท้ายที่จำได้ว่ามานั่งแบบนี้ก็คือในวันแต่งงาน สาเหตุที่คิดว่าคงจะต้องมาอธิบายให้ทุกคนฟัง เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมายอมรับว่าความรักของตนเองถึงทางตันมาเป็นระยะเวลานาน 13-14 เดือนแล้ว ยังจำได้เลยว่า เคยให้สัญญากับพี่ๆ สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 12-12-12 ว่าจะซื่อสัตย์ สม่ำเสมอ แล้วจะประคับประคองชีวิตคู่ให้ต่อไปได้ แล้วก็พยายามทำอย่างนั้นมาตลอด

แต่เรื่องของความรักตอนมันเกิดมันก็ไม่มีเหตุผล พอตอนมันไม่มี มันก็ไม่มีเช่นกัน ก็คงไม่มีใครที่อยากให้ออกมาเป็นในลักษณะนี้ มาตอนนี้คงต้องยอมรับว่า ผมก็พยายามทำเต็มที่ตลอดด้วยการพยายามประคับประคอง พยายามพูดคุยกันเอง และผ่านผู้ใหญ่ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวกับด้านการสมรส ก็ปรึกษามาตลอด แต่ไม่สำเร็จ บทบาทของการเป็นสามีภรรยาก็คงต้องยุติลง แต่ก็ยังเป็นสามีภรรยากันตามกฎหมาย แต่ยังไม่ได้ไปเซ็นหย่าที่เขต

พอมันถึงทางตันและไปต่อไม่ได้ในอนาคต ผมเองก็เลยต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่ก็ยังจำบรรยากาศดีๆ และความรู้สึกดีๆ ให้กันได้ แต่ก็ยังหวังว่า แม้ว่าความเป็นสามีภรรยาอาจไม่ได้ไปต่อ แต่ความเป็นพ่อเป็นแม่มันยังมีอยู่ แล้วก็ยังมีความหวังว่าอยากจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน และช่วยกันเลี้ยงลูกต่อไปได้

และแน่นอนว่าในชีวิตมันมีบางเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ แต่ที่จะแก้ไขได้ก็คือเวลา มันจะนานขนาดไหนก็คงต้องอดทน ที่เคยให้สัมภาษณ์ไปในครั้งแรกก็คือ ต้องการที่จะดูแล พิพิม ลูกสาวอย่างมีเสถียรภาพ 10 ปีที่แล้ว กลับไปเสิร์ชเรื่องความรักของผมกับเค้าก็ยังอยู่ แน่นอนว่า 10 ปีต่อไปถ้าลูกสาวผมอายุ 13 แล้วไปเสิร์ช ก็แน่นอนว่า ข่าวที่ผมออกมาพูดวันนี้ก็ยังอยู่เช่นกัน

ผมก็พยายามอยากจะเลี่ยง เค้าเป็นเด็กเค้าก็มีสิทธิ์ เค้าไม่อยากจะมาอยู่บนความขัดแย้งของพ่อกับแม่ ไม่อยากอยู่ในสื่อ ผมก็พยายามจะเลี่ยง และจะเอาความขัดแย้งเป็นเรื่องของภายในครอบครัวให้ได้มากที่สุด แต่ในเมื่อมันควบคุมไม่ได้ สำหรับ พิพิม เนี่ย ผมไม่มีสิทธิ์ที่จะมาอธิบายให้หลายคนฟังได้ว่า ผลกระทบที่เกิดกับลูกจากความไม่เข้าใจของพ่อกับแม่มันมากมายเพียงใด

ผมก็เป็นห่วงลูกสาวเป็นหลัก สำหรับชีวิตผมไม่มีอะไรน่าห่วง ผมพร้อมที่จะไปต่อคนเดียวได้ แต่สิ่งเดียวที่ห่วงมากที่สุดก็คือลูก แต่ไม่ขอลงรายละเอียด เพราะอยู่ในชั้นศาลหมดแล้ว พิพิมได้ผลกระทบพอสมควร จากที่เค้าเป็นเด็กร่าเริง เค้าก็เป็นเด็กเครียด มีความสับสน จากความผิดของพ่อและแม่เอง

ได้ไปปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก ว่าเหตุการณ์แบบนี้ลูกจะได้รับผลกระทบมั้ย และเยอะหรือไม่ จากปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะเราไม่สามารถเลี้ยงดูอย่างมีเสถียรภาพได้ ในฐานะพ่อก็ควรจะปกป้องลูก และให้มารับในสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำไม่ได้อีกต่อไป

จากที่คุณต่ายพูด จะมีการย้ายบ้านทุกๆ 5 วัน ขอถามหน่อยครับว่า ในที่นี้มีใครอยากย้ายที่อยู่ ที่บ้านทุกๆ 5 วันมั้ย โดยที่ไม่มีคำอธิบาย และก็ย้ายกลับไปกลับมา ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็ก 3 ขวบมันเป็นยังไง เพราะฉะนั้นในใบรับรองแพทย์เขียนว่า ความอารมณ์ของลูก ความผาสุกของลูกเป็นสิ่งสำคัญ จะปล่อยให้เกิดเรื่องอย่างนี้ในระยะยาวไม่ได้ มันส่งผลต่ออารมณ์ของลูก

ผมก็พยายามกำหนดวิธิการเลี้ยงลูกกับแม่ของเค้า เค้าโตมาในบ้านหลังนี้ตลอด เค้าไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงเยอะๆ มันคืออะไร เค้าโตมาในที่คนเยอะๆ มีเพื่อนรุ่นเดียวกัน เค้าไม่เข้าใจว่าทำไมต้องไปในที่ที่ไม่เคยไป 5 วัน แล้วก็กลับมา แล้วไปใหม่อีก 5 วัน เราเป็นผู้ใหญ่เรายังทนไม่ได้เลย ทำแบบนี้มา 6 เดือนที่ผ่านมา ผมเองก็ไม่เห็นด้วย ก็พยายามที่จะกำหนด

สิทธิ์ก็จะเลี้ยงลูก 50-50 ถ้าคุณแม่เค้าจะเอาไปเราก็ต้องอนุญาติ แต่มันมีผลกระทบกับลูกก็คงต้องหยุด หลายคนอาจจะบอกว่า พ่อใจเสาะเกินไป แต่ได้ไปพบแพทย์ 7 คนแล้ว เค้าก็ให้ดูว่าถ้าลูกปรับตัวได้ก็ไม่เป็นไร แต่อันนี้มันไม่ใช่สิ่งที่ลูกต้องมาเจอ การที่พ่อกับแม่อยู่กันคนละบ้าน แล้วเค้าต้องไปมาแทนความสะดวกสบายของพ่อกับแม่ ความคิดเห็นของแพทย์ก็ว่าไม่ถูกต้อง เลยพยายามพูดคุยกันแต่ว่าไม่สำเร็จ พิพิมก็ได้ผลกระทบต่อไปเรื่อยๆ ทางผู้เชี่ยวชาญเลยแนะนำให้พึ่งคนกลาง ผมก็เลยต้องฟ้องหย่า เมื่อพฤศจิกายนที่ผ่านมา

ทะเบียนสมรสมันก็แค่กระดาษใบหนึ่ง คนที่หย่ากันไปแล้วกลับมารักกันมันก็เยอะไป ผมเลยคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ว่าจำเป็นที่จะต้องฟ้องหย่าไปเมื่อพฤศจิกายนตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อที่จะปกป้องลูกให้ได้ เพื่อที่จะปกป้องลูกได้เต็มที่ ถึงจะมีสิทธิ์แต่ไม่ใช่ว่าผมมีสิทธิ์ที่จะบังคับให้ทำนั่นนี่ได้นะครับ แต่ผมจะต้องเลือกการทำแบบนี้กับการปกป้องสิทธิของพิพิม

เรามีการไต่สวนไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็ต้องให้ควาเมป็นธรรมว่า คุณต่ายขาดนัดศาล ไม่ได้มา ก็ต้องดูหลักฐานของฝ่ายเดียว ศาลก็พิพากษาให้หย่าขาดจากการ แต่ว่ายังไม่ได้ไปจดทะเบียนที่เขตนะครับตามกฎหมายก็ยังเป็นสามีภรรยากันอยู่ แล้วก็ให้สิทธิ์ปกครองบุตรกับผมแต่เพียงผู้เดียว และคุณต่ายก็ไม่ได้มา ก็ขออุธรณ์รื้อคดีใหม่อีกครั้ง ก็ไม่เป็นอะไร แต่เอกสารก็อยู่ในนี้ที่พิพากษาว่าผมเป็นโจทย์ คุณต่ายเป็นจำเลย และผมก็ขออนุญาติเพื่อที่จะให้ผมได้มีโอกาสที่เลี้ยงลูกเพื่อความมั่นคงของลูก

และ 13 เดือนที่ผ่านมา พยายามจะใช้ทุกวิธีจริงๆ ให้หยุดเรื่องแบบนี้ พอเป็นแบบนี้ผมก็พยายามที่จะไม่ใช้สทธิ์ แต่จะพยายามพูดคุย จะหาวิธิเลี้ยงดูบุตรอย่างไรให้มีเสถียรภาพสักที แล้วพอได้แล้วกับการที่พิพิมจะต้องเป็นผลกับปัญหาของผม อยากจะหยุดตรงนี้ให้ได้ ให้เค้าสามารถเติบโตมาเป็นคนที่ดี มีความมั่นคงทางอารมณ์

ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุด ผมเดินไปที่เว็นทรัลเวิล์ด แต่ในใจผมคิดไว้ว่าวันนี้จะเป็นวันสุดท้าย อย่างที่คุณต่ายได้พูดไว้ที่ สน. ว่ามีปัญหานิดหน่อยเวลาส่งลูกกัน ซึ่งที่เค้าพูดมันเป็นเรื่องจริงครับ ก็คือว่ามันมีปัญหากัน ถ้าครั้งนี้ไม่มีปัญหามันก็ไม่เป็นอะไร ถ้ามันมีปัญหา ผมก็คิดว่ามันพอแล้วกับการที่ลูกจะมาเป็นผลลัพธ์ของปัญหาที่เกิดจากพ่อกับแม่ ผมคิดว่าคงจะไม่ให้ไปแล้ว

สำหรับเรื่องให้สิทธิ์พิพิมเลือกที่จะไปไม่ไป ตามคำแนะนำต้องเป็นอย่างนั้น ไม่ว่าลูกจะเด็กแค่ไหน คุณพ่อคุณแม่ต้องดูลูกเป็นหลัก ถ้าลูกยิ้มแย้มแจ่มใสก็โอเค แต่ถ้าลูกเกิดร้องไม่อยากไป ผมก็คิดว่าไม่อยากให้ไปแล้ว (แสดงว่าหลังๆ พิพิม ร้องตลอดไม่อยากไป) ใช้คำว่า มีปัญหาอย่างที่เค้าพูดดีกว่า ไม่อยากลงรายละเอียดถึงเด็กว่ามันเกิดอะไรขึ้น ถ้าส่งมอบครั้งนี้ไม่มีปัญหาก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้ามีปัญหาผมก็คงยอมไม่ได้ ขอพูดตรงนี้เลยว่าไม่ได้กีดกัด ให้มาหาที่บ้านได้ ผมต้องการให้แม่มีส่วนในการโตของพิพิม แต่ต้องยอมรับว่าเราล้มเหลวในการเป็นพ่อเป็นแม่ เพราะไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรได้อย่างมีเสถียรภาพ ตอนนี้เราต้องมารีสตาร์ทกันใหม่ แล้วก็คุยกันให้ชัดเจนว่าวิธีที่เราเลี้ยงดูคืออะไร อีกความขัดแย้งที่เค้าพูดขึ้นมาคือเรื่อง 5 วัน เค้าคิดว่าโอเค แต่ผมไม่โอเค

ส่วนเรื่องสิทธิ์ทั้งหมดในการเลี้ยงลูก หลังวันที่ 11 กุมภาพันธ์ครับ ก่อนหน้านี้คือ 50-50 แต่คือตอนที่เจอกันที่เซ็นทรัลเวิล์ด ผมก็ยังอะลุ่มอล่วย แต่มันก็ต้องมีขอบเขต แต่มันก็คุยกันไม่เข้าใจมานานแล้ว 12-13 เดือน ลูกก็ยังต้องมาทนทุกข์ทรมาน ขอให้มันจบได้แล้ว มารีสตาร์ทกันใหม่ คือเราเอาความรู้สึกของลูกเป็นหลัก เค้าอยากจะอยู่ตรงไหนก็ให้เค้าอยู่ตรงนั้น

กับที่เรื่องบานปลายถึงขั้นที่ว่า ต่าย ไปลงบันทึกประจำวัน อันนี้แม้แต่ผู้ใหญ่ก็คงไม่อยากมีใครย้ายบ้านไปย้ายบ้านมา ก่อนหน้านี้ก็คงต้องยอมกันไป เพราะเราจดทะเบียนมัน 50-50 แต่ตอนนี้ไม่ใช่อย่างนั้นตามศาลตัดสิน ก็อยากจะวิงวอนไม่อยากใช้สิทธิ์พร่ำเพื่อ เพราะเราเป็นพ่อกับแม่ พอได้แล้ว เธอมาหาลูกได้ทุกเมื่อ มาหาที่บ้านละกัน แทนที่จะให้ลูกย้ายไปย้ายมาทำไมไม่ให้ผู้ใหญ่มาหาแทน มาพูดคุยกันมั้ยใหม่

ความขัดแย้งที่สอง ตอนนี้พิพิมมีสองโรงเรียน ตั้งแต่ต.ค.-พ.ย. ก็หาโรงเรียนใกล้บ้านที่สุขุมวิท ก็ได้โรงเรียนที่ลูกชอบ ก็แจ้งทางคุณต่าย เป็นพี่เลี้ยงทางคุณต่าย คุณต่ายไม่ได้มา ก็ทำการสมัครเรียนที่โรงเรียนนานาชาติที่สุขุมวิท แต่คุณต่ายก็พาลูกไปสมัครอีกที่นึงที่ใกล้บ้านเขา แล้วใครจะรับผิดชอบต่อความสับสนของลูก ก็คิว่าถึงเวลาที่ต้องมาคุยกันให้รู้เรื่อง เรามีความจำเป็นที่ต้องพูดคุยกัน

กลับที่เหตุการณ์ผมก็ตั้งใจว่าถ้าไม่มีอะไรก็คุยกันให้รู้เรื่อง แต่ยังไม่รู้เรื่อง มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็เลยนัดคุยกันคืนนี้ละ ปล่อยลูกไปเรียนสองโรงเรียนแล้ว มันเป็นไปไม่ได้ที่ลูกจะมีสองโรงเรียน ผมก็ป้องกันความขัดแย้ง เพราะต้องขัดแย้งกันต่อหน้าพิพิมกลางเซ็นทรัลเวิร์ดผมเลยเอาพิพิมออกมาก่อน”